dot dot
แนวทางการรักษาภาวะมีบุตรยาก article

แนวทางการรักษา
ขึ้นอยู่กับสาเหตุที่ตรวจพบและผลการตรวจเบื้องต้น โดยถ้าตรวจไม่พบความผิดปกติใดๆจะเริ่มให้การรักษาโดยการใช้ยากระตุ้นไข่แล้วตามด้วยให้มีเพศสัมพันธ์ในวันที่ไข่ตกหรืออีดน้ำเชื้อเข้าสู่โพรงมดลูก แต่ถ้าตรวจพบว่ามีการอุดตันที่ท่อรังไข่ทั้ง2ข้างหรือน้ำเชื้อมีความผิดปกติมากจะแนะนำให้รักษาโดยวิธีทำเด็กหลอดแก้ว โดยขั้นตอนการรักษาทั้ง 2 วิธีมีดังนี้
1.    การกำหนดให้มีเพศสัมพันธ์หรือฉีดน้ำเชื้อเข้าสู่โพรงมดลูกในวันที่ไข่ตก
เริ่มจากแพทย์จะให้ยากระตุ้นไข่โดยจะเริ่มประมาณวันที่ 3-5 ของรอบเดือน หลังจากนั้นจะนัดมาตรวจอัลตราซาวด์เพื่อดูการเจริญของฟองไข่ หากตรวจพบว่าฟองไข่มีขนาดมากกว่าหรือเท่ากับ 16-18 มิลลิเมตรอย่างน้อย 1 ใบ ฝ่ายหญิงก็จะได้รับยาเพื่อกระตุ้นการตกไข่ และให้มีเพศสัมพันธ์หรือนัดมาฉีดน้ำเชื้อเข้าสู่โพรงมดลูกประมาณ 36-40 ชั่วโมงต่อมา โดยที่ในวันฉีดน้ำเชื้อฝ่ายชายจะต้องมาด้วยเพื่อเก็บน้ำเชื้อเพื่อเตรียมต่อไป


โดยทั่วไปอัตราความสำเร็จโดยวิธีนี้ประมาณ 10-15% ขึ้นอยู่กับอายุของสตรี และคุณภาพของน้ำอสุจิ ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดได้มีดังนี้
-    ผลข้างเคียงจากยากระตุ้นไข่ ได้แก่ อาการร้อนวูบวาบ (10%), ท้องอืด (5.5%), คัดตึงเต้านม (2%), คลื่นไส้อาเจียน (2.2%), อาการทางสายตา (1.5%), ปวดศรีษะ (1.5%)
-    ภาวะรังไข่ถูกกระตุ้นเกิน พบได้น้อย เกิดจากยากระตุ้นไข่ทำให้เกิดการเจริญของฟองไข่จำนวนมาก ผู้ป่วยจะมีอาการท้องโต, มีน้ำในท้อง, หายใจลำบาก, มีความผิดปกติของเกรือแร่ในเลือด ถ้ามีอาการมากจำเป็นต้องรักษาในโรงพยาบาลเพื่อดูแลอย่างใกล้ชิด
-    ภาวะครรภ์แฝด ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนจากการตั้งครรภ์ได้เช่น คลอดก่อนกำหนด, ครรภ์เป็นพิษ, ตกเลือดหลังคลอด
-    การตั้งครรภ์นอกมดลูก ซึ่งเกิดจากมีการฝังตัวของตัวอ่อนบริเวณท่อรังไข่
2.    การทำเด็กหลอดแก้ว


หลังจากที่ฝ่ายหญิงได้รับการตรวจภายในร่วมกับการทำอัลตราซาวด์แล้ว จะมีเจาะเลือดเพื่อดูระดับฮอร์โมนในเลือดโดยจะตรวจในช่วงระหว่างวันที่ 1-3 ของรอบเดือน หลังจากนั้นฝ่ายหญิงจะได้รับยากระตุ้นไข่ โดยทั่วไปจะเริ่มให้ประมาณวันที่ 3 ของรอบเดือนและจะมีการนัดมาตรวจอัลตราซาวด์เป็นระยะเพื่อดูการเจริญของฟองไข่ หากตรวจพบว่าฟองไข่มีขนาดมากกว่าหรือเท่ากับ 18 มิลลิเมตรอย่างน้อย 2 ใบ ฝ่ายหญิงก็จะได้รับยาเพื่อให้ไข่สุกและจะมีการนัดมาเก็บไข่ประมาณ 34-36 ชั่วโมงต่อมา โดยในวันเก็บไข่จะมีการนัดฝ่ายชายมาด้วยเพื่อเก็บน้ำเชื้อไว้ผสมกับไข่เพื่อเลี้ยงเป็นตัวอ่อนต่อไป และจะนัดฝ่ายหญิงอีกครั้งประมาณ วันที่ 3-5 นับจากวันเก็บไข่เพื่อทำการใส่ตัวอ่อนกลับเข้าไปในโพรงมดลูก หลังจากนั้นประมาณ 2 สัปดาห์จะนัดฝ่ายหญิงมาตรวจเลือดเพื่อดูการตั้งครรภ์
โดยทั่วไปอัตราความสำเร็จโดยวิธีนี้ประมาณ 30-40% ขึ้นอยู่กับอายุของสตรี, คุณภาพของไข่และตัวอสุจิ, คุณภาพของตัวอ่อน, ความผิดปกติของโพรงมดลูก
ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดได้มีดังนี้
-    ภาวะแทรกซ้อนจากยากระตุ้นไข่ทำให้เกิดอาการแพ้ หรือมีอาการปวดบวมแดงบริเวณที่ฉีดได้, ยาที่ให้หลังจากวันเก็บไข่หากเป็นชนิดรับประทานอาจทำให้มีอาการง่วงซึมได้ แต่หากเป็นชนิดสอดช่องคลอดอาจทำให้รู้สึกเหนียวเหนอะหนะและอาจมีตกขาวคล้ายเชื้อราได้
-    ภาวะแทรกซ้อนจากการเก็บไข่ อาจทำให้เกิดเลือดออกจากรังไข่หรือช่องคลอดได้ บางรายอาจจำเป็นต้องได้รับเลือด นอกจากนี้อาจเกิดการติดเชื้อในอุ้งเชิงกรานได้
-    ภาวะรังไข่ถูกกระตุ้นเกิน พบได้ประมาณร้อยละ 5 สาเหตุดังที่กล่าวไว้ข้างต้น
-    ภาวะครรภ์แฝด
-    การตั้งครรภ์นอกมดลูก พบได้ประมาณร้อยละ 1




สาระน่ารู้เกี่ยวกับภาวะผู้มีบุตรยาก

package การผ่าตัดส่องกล้องทางนรีเวชและการรักษาภาวะมีบุตรยาก article
โรคเยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่กับภาวะมีบุตรยาก article
วิธีหาวันตกไข่ง่ายๆด้วยตัวเอง article
สาเหตุของภาวะมีบุตรยากและการตรวจค้นเบื้องต้น article



dot
แพ็คเกจของแผนกสูตินรีเวช
dot
bulletการผ่าตัดส่องกล้องทางนรีเวช
bulletการรักษาภาวะมีบุตรยาก
dot
คลินิกในแผนกสูตินรีเวช
dot
bulletคลินิกฝากครรภ์
bulletคลินิกตรวจโรคนรีเวชทั่วไป
bulletคลินิกรักษาผู้มีบุตรยาก
bulletคลินิกมะเร็งนรีเีวช
bulletคลินิกวัยทอง
bulletคลินิกตรวจสุขภาพของทารกในครรภ์
bulletคลินิกนรีเวชระบบทางเดินปัสสาวะ


แบนเนอร์ตัวอย่าง


Copyright © 2013 All Rights Reserved.